จงเป็นคนช่างสงสัยเถิด

posted on 12 Jun 2008 00:18 by rootaotan

วิชาที่เรียน ที่ชอบมากที่สุดสำหรับผมคือ วิชาวิทยาศาสตร์ เพราะวิชานี้ไม่เคยสอนให้ผมท่องจำ แต่วิชานี้สอนให้ผมช่างสงสัย สิ่งที่ตามมาคือ ทำให้เรารู้จักที่จะตั้งคำถาม จากนั้นก็ตั้งสมมติฐาน แล้วก็พิสูจน์ หรือทดสอบสมมติฐานนั้น ๆ

สิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ ก็ชักนำให้เราหาคำตอบด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่นด้วยการอ่าน หรือค้นคว้า ผมจึงเป็นนักอ่านตัวยง เชื่อหรือไม่ บางคำถามผมใช้เวลาหาคำตอบนานหลายปี เพราะความเป็นเด็กบ้านนอก มีแหล่งข้อมูลน้อย อย่างเรื่องบิ๊กแบง เอกภพ หลุมดำ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ พึ่งมากระจ่างเอาเมื่อปีสองปีที่แล้วนี้เอง (ด้วยหนังสือของสตีเฟ่น ฮอว์คิงส์ 2 เล่ม คือ ประวัติย่อของเวลา และจักรวาลในเปลือกนัท ก่อนนี้ก็อ่านมาหลายเล่ม ผู้สนใจลองหาอ่านดูครับ)

ความเป็นคนช่างสงสัย  ทำให้เราไม่เป็นคนเชื่ออะไรง่าย ๆ คือได้ยิน ได้รับรู้มา ก็รับฟังไว้ก่อน แล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม ใครมาหลอกก็ยากหน่อยละ ทำให้เราเป็นคนรู้เท่าทันตลอดเวลา เชื่อหรือไม่ (ถ้าตอบว่าเชื่อ กรุณาอ่านทวนอีกครั้ง 555)

ความกล้า กับความกลัว

posted on 11 Jun 2008 12:22 by rootaotan

หลายปีที่แล้ว ได้อ่านเจอบทความสั้น ๆ อันหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ เป็นเรื่องของความกล้า กับความกลัว ไม่ได้ตัดเก็บไว้ ไม่ได้จดไว้ด้วย แต่ยังจำเนื้อหาหลัก ๆ ได้ประมาณนี้ ถือโอกาสบันทึกไว้ด้วย

"ความกลัวไม่ได้ตรงกันข้ามกับความกล้า ความกล้านั้น ทำให้เรากล้าที่จะลงมือทำการใด ๆ แต่ความกลัว ทำให้เราทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท"

อันนี้เห็นด้วยมาก ๆ เรามักจะถูกสอนว่า "อย่ากลัว ๆ " เหมือนโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังนั่นไง ซึ่งเห็นชัด ๆ ว่าเป็นการตีความ "ความกล้า" คือ "ความไม่กลัว" ซึ่งผิด ๆๆๆ มาก ๆๆๆ

ดูในชีวิตประจำวันก็ได้ครับ ความกลัวเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมาก ๆ เช่น เรากลัวความมืด เนื่องจากในความมืดนั้นคือความไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรทำให้เรามีอันตรายหรือไม่ เราเลยแก้ความกลัวด้วยการอยู่ในที่สว่าง ๆ ทำให้เราปลอดภัย เรากลัวงู หรือสัตว์ร้ายต่าง ๆ เพราะจะทำอันตรายเราได้ ถ้าเราเผชิญกับมัน เราจึงรีบวิ่งหนีโดยไว เห็นไหมครับว่าความกลัว มันมีเหตุผลของมัน

ปัญหาที่พบในสังคมปัจจุบันคือ บางคนกล้าในสิ่งที่ไม่ควรกล้า เสี่ยงในสิ่งที่ไม่ควรเสี่ยง ซึ่งผลเสียล้วนย้อนเข้าตัวเอง หรือคนรอบข้างทั้งสิ้น

แต่กลัวเกินไปก็ไม่ดีนะ ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี สรุปว่า มีพอดี ๆ ทั้งความกล้า ความกลัวนั่นแหละดี จะได้ทำอะไรโดยมีความรอบคอบระมัดระวังด้วย

Travian Thai Server

posted on 11 Jun 2008 01:14 by rootaotan
เปิดแล้วครับที่ http://s1.travian.in.th/

ตอนเด็ก ๆ ผมจะชอบสนุก ดูหนัง อ่านหนังสือแล้วอยากลองว่า ถ้าจะเปิดหน้าต่างที่ล็อคกลอนไว้ โดยเราอยู่ข้างนอกจะทำอย่างไรได้บ้าง ก็ได้พบว่า การออกแบบกลอนนั้น เค้าพยายามกันไม่ให้สะเดาะได้ง่าย ๆ พอสมควร แต่ก็ยังมีวิธีทำได้ เช่น กลอนหน้าต่าง ถ้ารู้ว่าล็อกแต่ข้างบน ไม่ล็อกข้างล่าง สามารถทุบแรง ๆ ให้กลอนบนเด้งหลุดได้ อันนี้แล้วแต่กรณีนะ พอดีบ้านเก่าผมหน้าต่างไม่ได้แน่นมาก ทำได้ง่าย

ถ้าเป็นประตู ไม่ว่าจะเป็นแบบลูกบิด หรือกลอน ต้องดูว่า มีช่องให้ล้วงมือเข้ามาเปิดได้หรือไม่ ที่พบบ่อยมากคือ บานเกร็ด อยู่ติดกับประตู แถมอยู่ด้านลูกบิดด้วย การถอดบานเกร็ดทำได้ง่ายมาก แม้อยู่ข้างนอก สามารถใส่คืนได้โดยเจ้าของบ้านไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป ถ้าบ้านท่านเป็นแบบนี้ก็หาวิธีบังไม่ให้ล้วงได้

ประตูที่เป็นมุ้งลวด จะล้วงได้ง่าย ต้องดูให้แน่ใจว่ามีส่วนที่ทึบ กันไม่ให้ล้วงได้ง่ายรอบ ๆ บริเวณกลอนหรือกุญแจ

ประตูชนิดเปิดออกนอกบ้าน บานพับจะโผล่ ด้านที่เป็นสลักพับออกไปข้างนอก อันนี้ก็สามารถตอกเอาแกนสลักหลุดได้ แล้วก็ดึงประตูออกได้ทั้งบานเลย โดยไม่ต้องไขกุญแจด้วยซ้ำ ประตูชนิดเปิดเข้าในบ้าน ดูจะปลอดภัยกว่า แต่ประตูชนิดเปิดเข้าด้านในจุดอ่อนจะอยู่ที่ฝั่งกุญแจและลูกบิด เพราะถ้าติดกุญแจสำหรับล็อกสายยู จะพบว่ามันจะไม่ค่อยแน่นหนานัก เพราะเป็นการตีตะปูจากด้านนอก สามารถงัดได้ง่าย ผิดกับประตูชนิดเปิดออก จะสามารถตอกตะปูในแนวขวางกับประตูได้ อีกจุดคือลูกบิด ถ้าประตูมีช่องว่างพอให้เอาพลาสติกแข็ง ๆ เช่นบัตรเครดิตเก่า ๆ แหย่เข้าไปได้ ก็สามารถทำลายสลักอ่อน ๆ ของลูกบิดแบบถูก ๆ ได้เช่นกัน (ต้องมีเทคนิค ไม่บอกแล้วกัน) อันนี้เคยลองมาแล้ว แต่ทำในทางดีนะ คือเจ้าของบ้านเผลอล็อกห้องน้ำบ้าง ลืมกุญแจบ้านบ้าง ทำไม่ได้อยู่ครั้งเดียวเพราะใช้กุญแจอย่างดี แถมประตูแนบสนิทกับกรอบมาก ๆ ด้วย ต้องจ้างช่างกุญแจมาแก้ให้ ราว ๆ 10 นาทีเอง แต่ต้องใช้เครื่องมือ และความชำนาญแบบเขานะ เสียไป 250 บาท

เดินดูรอบ ๆ บ้าน ดูหน่อยว่ามีต้นใม้ใหญ่ให้ปีนขึ้นระเบียงชั้น 2 ได้หรือไม่ หรือเตรียมอะไรไว้ให้โจรใช้ปีนได้ไหม กลางคืนมีแสงสว่างพอหรือไม่ อันนี้มองแบบโจรจะชัดมาก คือบ้านที่มีไฟนอกบ้านสว่างหน่อย จะไม่อยากเข้าไป เพราะจะมองเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นจากคนในบ้านเอง หรือจากคนข้างนอก หรือจากหมาในบ้าน และที่สว่าง ๆ ทำให้หาที่ซ่อนตัว พรางตัว เพื่องัดแงะได้ยากด้วย อย่าขี้เหนียวค่าไฟเลย จะไม่คุ้มกับที่จะเสียไป

เลี้ยงหมาพันธุ์เล็กไว้ในบ้าน คือไว้ในตัวบ้านเลย จะดีกว่าปล่อยไว้นอกบ้าน เพราะมักจะโดนยาเบื่อก่อนจะได้เห่าเสียอีก ถ้าอยู่ในบ้าน มันจะเริ่มเห่าเมื่อได้ยิน ได้กลิ่นผิดปกติ ซึ่งคนเป็นโจรจะไม่เสี่ยงงัดต่อ เพราะกลัวเจ้าของบ้านตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงเห่า ถ้าหมาขังกรงไว้นอกบ้าน เจ้าของบ้านมักจะไม่ได้ยิน (เพื่อนบ้านได้ยินแทน)

สถานที่บางแห่งก็อาจจะต้องตรวจตรา ระมัดระวังให้ดี ครั้งหนึ่ง ตอนเรียน ม. ต้น ผมสังเกตว่าห้องสมุดนั้น ใช้ห้องแบบห้องเรียน 3-4 ห้องต่อกันมาดัดแปลงเป็นห้องสมุด โดยปิดประตูทุกบาน ยกเว้นประตูสำหรับเข้าออก ทีนี้ประตูอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้นั้น พบว่าล็อกด้วยลูกบิดธรรมดา ผมเลยลองของโดยแอบปลดลูกบิดอันหนึ่งไว้ตอนวันศุกร์ แล้ววันเสาร์ก็ขึ้นมาดู ปรากฎว่าไม่มีใครเช็ค ผมสามารถเดินเข้าไปเล่นในห้องสมุดได้เฉย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร (เพราะไม่มีอะไรให้ทำ) กดล็อก แล้วปิดไว้อย่างเดิม  (ห้องสมุดใหม่ทำไม่ได้แล้ว เพราะสร้างขึ้นโดยเฉพาะ มีประตูเดียว)

อันนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ลองเอากลับไปลองใช้ดูครับ ใช้เพื่อป้องกันนะครับ ไม่ใช่ให้เป็นโจรจริง ๆ

หมาเน่าลอยน้ำ

posted on 08 Jun 2008 21:37 by rootaotan

"หมาเน่าลอยน้ำ" เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของ ชาติ กอบจิตติ นักเขียนรางวัลซีไรท์คนหนึ่ง ผมเคยอ่านงานชิ้นนี้นานมาแล้ว อาจจะจำไม่ได้ชัดเจนนัก แต่คร่าว ๆ คือเป็นเรื่องราวของชายผู้โชคร้าย ที่กินเหล้า (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นงานเลี้ยง) แล้วเมา แล้วขับรถกลับบ้าน แล้วชนกับรถคันอื่น

นายคนนี้โดนข้อหาเมาแล้วขับ ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย คือโดนเต็ม ๆ ทุกข้อหา หมดทางปฏิเสธ ซึ่งนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความโชคร้าย นายคนนี้ยังต้องตามชดใช้ทุกอย่างด้วยตนเอง ทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ที่เหมือนจะแพงเกินจริง ค่าซ่อมรถคู่กรณีที่โดนรีดจนซีด โดนเรียกค่าซ่อมเพิ่ม ในส่วนที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับอุบัติเหตุไปด้วย ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ ต้องยอมหมด ก็เป็นคนผิดแล้วนี่ และยังมีอีกหลาย ๆ อย่างตามมา จำไม่ค่อยได้ละ รู้แต่ว่าโดนรุมเรียกร้องสารพัด

สรุปคือ ความผิดพลาดโดยประมาทเพียงครั้งเดียว ทำให้ต้องกลายสภาพเป็น "หมาเน่าลอยน้ำ" ต้องลอยเท้งเต้งให้ฝูงอีกามารุมทึ้งจิกกินใส้กินเนื้อจนหมดโดยไม่มีทางโต้ตอบนั้นแล ซึ่งเปรียบได้กับสังคมปัจจุบัน ที่ยามปกติก็ดูไม่มีอะไร แต่พอล้มไปละก็จะกลายเป็นหมาเน่า แล้วสังคมรอบข้างก็เป็นฝูงอีกาใจร้ายไปในทันที

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้สอนว่าเราไม่ควรประมาท ทำอะไรที่ผิดพลาด เราทุกคนรู้อยู่แล้วนี่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสะท้อนสังคม อ่านแล้วควรช่วยกันคิดว่า เราจะซ่อมแซมสังคมนี้ ให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ว่า มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เห็นตั้งนานแล้ว รู้กันอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ช่วยกันแก้

ฉลาด แต่อย่าขาดเฉลียว

posted on 06 Jun 2008 23:48 by rootaotan

"ฉลาดเฉลียว" คำคำนี้เราชอบเห็นเขียนให้เสนาะหูแบบนี้ คล้องกันดี ได้ยินบ่อยตั้งแต่เด็ก เข้าใจว่าหมายถึง "ฉลาด" นั่นแหละ แต่มีอยู่วันหนึ่ง นานมาแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก พ่อของข้าพเจ้านึกอย่างไรไม่รู้ บอกแก่ข้าพเจ้าประมาณว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าฉลาดก็ดีแล้ว แต่ฉลาดอย่าขาดเฉลียวนะลูก" ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจ

โตมาได้มาเห็นวลีนี้อีกครั้งในหนังสือการ์ตูนเบบี้ (ฟังดูแก่จังเรา อ่านเบบี้ด้วย) "ฉลาด แต่อย่าขาดเฉลียว" พร้อมทั้งอธิบายว่า แม้เราจะฉลาดปานใดก็ตาม แต่หากขาดซึ่งความเฉลียวใจ ที่จะตระหนักรู้ทันละก็ ความฉลาดก็ไม่มีประโยชน์ สรุปคือ ต้องฉลาด คือมีปัญญา และต้องมีความเฉลียวรู้ทัน มีสติ ด้วย ว่าแล้วก็นึกถึงคำว่า "สติปัญญา" ก็ทำนองเดียวกัน

ความมั่นใจในตัวเอง มีไว้ก็ดี แต่ถ้ามีมากไป ก็ทำให้ความเฉลียวลดน้อยไปเหมือนกัน

การมองโลกในแง่ดี ก็เป็นข้อดีนะ แต่ไม่ควรมากไป หัดมองโลกในแง่ร้ายบ้าง มองคนรอบข้าง มองเพื่อน ๆ เราเอง แม้กระทั่งแฟนเราเอง ในหลาย ๆ มุมบ้าง นี่พูดจริง ๆ นะครับ ไม่ได้พูดเล่น

บางครั้งเราฉลาดก็จริง แต่บางทีก็แกล้งโง่บ้าง ทำเป็นไม่รู้บ้าง เพื่อให้คนอื่นแสดงตัวตนที่แท้จริงให้เห็น  ทำให้ได้รู้อะไรดี ๆ อีกเยอะซึ่งตอนที่วางตัวฉลาด ไม่มีใครพูดให้ฟัง ประโยชน์โดยอ้อมคือ ทำให้เราลดอีโก้ลง เปิดใจมากขึ้น

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน จงมีความเฉลียวสถิตย์อยู่ในใจเสมอครับ สวัสดี

นกต่อ

posted on 06 Jun 2008 23:25 by rootaotan

รู้เท่าทัน วันละคำ ขอเสนอคำว่า "นกต่อ"

ที่มาของคำนี้คือ การดักนกนั้น ธรรมดาจะทำได้ยากมาก เพราะเวลาวางกับดักแล้ว นกจะรู้นะครับ (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "นกรู้") เพราะนกก็ฉลาดเหมือนกัน รู้ว่ามันไม่ปกติ ก็จะไม่ยอมเข้ามาติดกับ แม้จะใช้เหยื่อล่อก็ตาม

พรานล่านกจึงใช้วิธีอันแยบยลในการล่อหลอกให้นกฉลาด ๆ เหล่านี้ติดกับโดยง่ายโดยใช้ "นกต่อ" นกต่อในที่นี้คือนกที่พรานจับมาเลี้ยงแต่เด็ก โดยขโมยมาจากรังมาเลี้ยงใส่กรงไว้ จึงเชื่องมาก เวลาวางดักนก พรานจะนำนกต่อนี้ไปวางใกล้ ๆ ดักด้วย พอนกป่าเห็นว่าตรงที่ดังกล่าวมีนกพันธุ์เดียวกันอยู่ มีลักษณะปกติ คือไม่ตื่นกลัว จึงกล้าที่จะเข้าไปกินเหยื่อใกล้ ๆ นกต่อตัวนั้น ยิ่งเป็นนกสาว ๆ ละก็ขี้คร้านนกหนุ่ม ๆ จะเข้ามาติดกับดัก

ในการล่อหลอกของคนก็เช่นกัน การหลอกตามปกตินั้น นับวันจะทำได้ยาก แต่ถ้ามีการใช้นกต่อ จะทำให้เราตายใจ เพราะนึกว่าพวกเดียวกัน บอกอะไร เป่าหูอย่างไรก็เชื่อง่าย ยิ่งเป็น "นางนกต่อ" ละทำให้หนุ่ม ๆ แก่ ๆ หลงเป็นเหยื่อหลายรายละ อ่อ นกต่อตัวผู้ก็มีนะ

edit @ 6 Jun 2008 23:40:35 by kb

มีเพื่อนสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อขายหินกินเหล็ก เพราะเขาบอกว่ามีคนอยากซื้อให้ราคาแพงมาก แล้วก็โชคดีติดต่อหาคนลาวที่เป็นเจ้าของหินดังกล่าวได้ กำลังจะมีการนัดซื้อขายกันโดยเขาเป็นคนกลาง จะได้เงินฟรี ๆ หลายล้านบาท ซึ่งผมก็พึ่งเคยได้ยินครั้งแรก เลยต้องค้นคว้าเยอะหน่อย ค้นเจอข่าวในอินเทอร์เน็ตก็เจอแต่เรื่องหลอกลวง เลยเตือนไปในเบื้องต้นก่อนว่า ระวังโดนหลอก

หินกินเหล็กคืออะไรกันแน่

ตามที่เพื่อนเล่าให้ฟัง หินกินเหล็กเป็นหินสีดำ ขนาดประมาณ 5 กิโลกรัม เจ้าของพบโดยบังเอิญซึ่งอยู่ในธรรมชาตินี่แหละ เวลาทดสอบจะนำตะปู 4 คือตะปูขนาดยาว 4 นิ้ว ซึ่งถือว่าใหญ่พอสมควร วางบนหิน สัก 1 นาที ก่อนวางได้ตรวจสอบเองแล้วว่าเป็นตะปูจริง แข็งมาก พอวางไว้ 1 นาทีแล้วหยิบดูจะเบาโหวง เค้าบอกว่าเหล็กจะเสื่อมคุณภาพ ลองหักดูก็หักได้โดยง่าย หินก้อนนี้คนลาวจะขายให้ในราคา 300,000 บาท ในขณะที่ทางคนซื้อ จะขอซื้อในราคากิโลกรัมละ 100 ล้าน

เกิดมาก็พึ่งเคยได้ยินนี่แหละ หินทำให้เหล็กเสื่อม  แถมราคากิโลกรัมละ 100 ล้าน เลยลองค้นดูว่าแร่ชนิดไหนกันที่มีราคาแพงขนาดนี้ แพงกว่าทองคำไม่รู้กี่เท่า พบความจริงดังต่อไปนี้

  1. แร่ที่แพงที่สุดคือโรเดียม (ธาตุในกลุ่มแพลตินั่ม) ออนซ์ละ 9,700 ดอลล่าร์ ก็ตกกิโลกรัมละประมาณ 10 ล้านบาท ยังถูกกว่าหินกินเหล็กถึง 10 เท่า
  2. นึกถึงแร่กัมมันตรังสีว่าจะมีคุณสมบัติ "กินเหล็ก" หรือไม่ คำตอบคือ "ไม่" ครับ รังสีต่าง ๆ ที่ออกมาจากแร่กัมมันตรังสีไม่ทำให้โลหะเกิดความเปลี่ยนแปลง
  3. มีบางเว็บอ้างว่า หินกินเหล็กมีจริง ที่จริงคือยูเรเนียม ฝรั่งกว้านซื้อจากทั่วโลกเพื่อนำมาทำเชื้อเพลิง ทำอาวุธนิวเคลียร์ หายาก และราคาแพงมาก ข้อเท็จจริงคือ ยูเรเนียมไม่ได้หายากขนาดนั้น หาง่ายกว่าทองคำเยอะเลย มีเหมืองยูเรเนียมหลายแห่งทั่วโลก และไม่ได้แพงด้วยประมาณปอนด์ละ 140 ดอลล่าร์เท่านั้น
  4. หรือจะเป็นแร่กัมมันตรังสีอื่น ๆ ที่ดีกว่ายูเรเนียม ? ก็มีพลูโตเนียมครับ แต่ปกติแล้วจะไม่พบในธรรมชาติ จะได้จากการสังเคราะห์โดยยิงนิวตรอนใส่ยูเรเนียม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ข้อนี้ก็ตัดทิ้งได้

มีข้อสังเกตว่าวิธีการทดสอบหินด้วยการใช้ตะปูนั้น ดูไม่ค่อยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เลย ออกแนวของขลังมากกว่า

เทคนิคการหลอกลวงมีตั้งแต่แบบง่าย ๆ เป็นเทคนิคสมัย 3-4 ปีที่แล้ว คือสาธิตและหลอกขายเลย ตัวอย่างหนึ่งคือใช้สองคน คนหนึ่งเป็นเจ้าของหิน นำหินมาโชว์ให้ดู บอกว่าถ้านำไปขายต่อต่างชาติ จะได้กำไรเยอะเป็นพันเท่า จากนั้นจะนัดทดสอบของ และซื้อขายกันหน้าธนาคาร โดยถ้าทดสอบผ่าน ก็ให้เหยื่อโอนเงินให้เลย ระหว่างที่ทดสอบก็จะมีคนที่สองเป็นหน้าม้ามาดู และบอกว่าเขาเคยขายหินแบบนี้ก้อนนิดเดียวได้เป็นล้านจริง ๆ ทำให้น่าเชื่อถือขึ้น การทดสอบก็เหมือน ๆ เคสอื่น ๆ คือนำตะปู 4 มาวาง แล้วตะปูจะเสื่อมแล้วหักได้ พอตกลงซื้อขายโอนเงินเสร็จ เอากลับไปบ้านทดสอบดูกลับไม่เห็นผลใด ๆ

ปัจจุบันมีแบบที่ซับซ้อนขึ้นคือ มีทีมผู้ซื้อ เป็นบริษัทนายหน้าที่เมืองไทย มีหน้าที่ทดสอบ และรับซื้อหินกินเหล็กส่งไปให้บริษัทแม่ที่อเมริกา ดูเป็นเรื่องเป็นราวน่าเชื่อถือมาก  แถมการซื้อขายหิน บริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แค่เหยื่อทำหน้าที่เป็นนายหน้า พาเจ้าของหินมาพบเพื่อทดสอบและซื้อขายกัน ซึ่งที่จริง คนขายก็คนของแก๊งค์นี่แหละ นอกจากนี้ยังอาจจะมีนกต่อ ซึ่งแทรกซึมเข้ามาอยู่ในทีมของเหยื่อเสียอีกแน่ะ และอาจจะมีตัวละครที่ไม่คาดคิดแทรกเข้ามาขัดจังหวะการซื้อขายได้ตลอดเวลา

แล้วแก๊งค์จะได้เงินจากเหยื่อตอนไหน

  1. ค่าเปิดสัญญา กรณีออกไปซื้อขายนอกเขตจังหวัดที่บริษัทตั้งอยู่ โดยบริษัทจะบอกว่า ถ้านำคนขายมาที่จังหวัดนี้ได้ จะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็จะมีเหตุให้มาไม่ได้ ต้องให้คนของบริษัทออกไปนัดพบที่จังหวัดอื่น ค่าเปิดสัญญานี่จะดูไม่แพงนัก เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ อาจจะประมาณ 30,000 บาท แต่อันนี้แหละสำคัญ ถ้าเหยื่อยอมจ่าย เท่ากับลงทุนไปแล้ว ย่อมไม่อยากเสียเปล่า แล้วเหยื่อจะยอมจ่ายเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้นในภายหลังได้ง่ายขึ้น
  2. ค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง และดูเหมือนว่าบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เหยื่อต้องดิ้นหาเงินไปจ่าย เพื่อให้การซื้อขายลุล่วง อันนี้แหละที่จะต้องจ่ายก้อนใหญ่ ตัวอย่าง เช่น
    1. ทดสอบหิน และจะซื้อขายแล้ว แต่เจ้าของหินต้องนำหินกลับไปจัดการจ่ายภาษีที่ฝั่งลาว (หรืออะไรก็แล้วแต่) แล้วไม่สามารถกลับมาได้ทันก่อนธนาคารปิด ด้วยเหตุต่าง ๆ เช่น เงินที่จะจ่ายภาษีมีไม่พอ ต้องกลับไปเอาก่อน จะเอาหินมาส่งได้พรุ่งนี้ ผลคือ นายหน้า (เหยื่อ) ต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้บริษัทอีก
    2. มีตัวละครโผล่มาบอกว่าเจ้าของหินจำนองหินไว้กับตน ถ้าจะซื้อขายกันต้องจ่ายหนี้เขาก่อน 2 ล้านบาท ทันที โดยบริษัทและเหยื่อกล่อมให้รอการซื้อขายเสร็จค่อยจ่าย ก็ไม่ยอม กดดันให้เหยื่อต้องหาเงินมาวางมัดจำก่อน 300,000 จึงจะยอม
    3. หินถูกนายทหารลาวยึดไว้ กลับมาไม่ได้ ต้องเอาเงิน 300,000 ไปไถ่ออกมา 

สุดท้ายไม่ว่าจะจ่ายแล้วจ่ายอีก จ่ายเท่าไหร่ ก็มีเหตุให้การซื้อขายไม่สำเร็จสักที ยิ่งเสียเงินเยอะ ก็ยิ่งอยากได้คืน เพราะเห็น ๆ อยู่แล้วว่าบริษัทรอซื้อของอยู่ พร้อมจ่ายเงินก้อนงามให้ (บริษัทบอกว่าจะจ่ายมัดจำเป็นเงินสดทันที 1 ล้าน และเคยเปิดกระเป๋าให้ดูว่าเตรียมเงินไว้แล้ว และพร้อมจะโอนเงินผ่านแบงค์ชาติในวันทำการต่อไป แต่การซื้อขายครั้งแรกมีอันต้องยกเลิกไป ด้วยเหตุต่าง ๆ เหยื่อได้แต่มองกระเป๋าเงินล้านถูกยกกลับ) จนกระทั่งเหยื่อยอมไปเอง ไม่ก็รอหาเงินมาลงทุนเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เงิน 500 ล้านที่บริษัทสัญญาจะให้ ถ้าได้หินมา

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า ยังมีการหลอกลวงแบบนี้อยู่ โดยอาศัยความโลภของเหยื่อเป็นเครื่องมือ ความซับซ้อนของการหลอกลวงที่มากขึ้น ดูน่าเชื่อถือขึ้น ความรู้สึกว่า "เกือบจะได้แล้ว" มันวนอยู่ในหัวเหยื่อตลอด นอกจาก "หินกินเหล็ก" แล้ว ยังมี "ทองคำดำ" หรือเหล็กไหล ทำให้ไม้ขีดหรือเทียนที่จุดใกล้ ๆ ดับได้ "น้ำยากัดเหล็ก" ที่กัดกร่อนตะปูให้ผุ หรือหายได้ในพริบตา ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลอเมริกาฝังไว้ที่ลาว หรืออยู่ในคลังแสงของลาว ซึ่งรับซื้อโดยบริษัทเดียวกันนี้ เหยื่อบางรายเล่นทั้งสามอย่างเลย หมดเงินเป็นล้านก็มี ฝากไว้ด้วยครับ ใครมีเพื่อน ญาติพี่น้อง ที่จะไปแสวงโชคโดยการหาของเหล่านี้มาขาย บอกเขาด้วยว่าอย่าเลยครับ หลอกทั้งนั้น

หลงไว้ใจให้ยืมเงิน

posted on 17 Apr 2008 14:55 by rootaotan

ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 2 เมื่อสัก 16 ปีที่แล้วโน่นแน่ะ อย่างที่เคยบอกว่า ผมมันเด็กบ้านนอก ยังไม่รู้จักโลกกว้างดีพอ ก็จะเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปคือเคารพ เชื่อฟังผู้ใหญ่

วันหนึ่ง ได้รู้จักพี่โถผ่านเพื่อนคนหนึ่ง พี่เขาเช่าบ้านอยู่ใกล้ ๆ บ้านที่พวกเราเช่าอยู่ เพื่อนบอกว่า พี่เขาเป็นอาจารย์ภาควิชาสถิติ แต่ตอนนี้ลาเพิ่มพูนประสบการณ์ 1 ปี อันนี้ก็ไม่รู้ว่ามีแบบนี้จริง ๆ หรือเปล่านะครับ แต่เราก็เชื่อ ยิ่งรู้ว่าพี่เขารับจ้างเขียนโปรแกรมด้วย ยิ่งเข้าทางเรา เพราะเราก็ชอบด้านนี้อยู่ แม้ว่าจะเรียนสายอื่นก็ตาม

มาวันหนึ่ง พี่เขาชวนเพื่อนกับผมขึ้นรถไปดูเครื่องเสียงกัน พี่เขาไปตกลงราคาเงินดาวน์ แล้วมาถามเพื่อนผมว่า มีเงินติดตัวมาหน่อยไหม จะวางดาวน์แล้วเอาเลย ถ้ามาเอาวันหลังจะไม่ได้ราคานี้ พอดีไม่ได้พกเงินสดมา เพื่อนผมไม่มี ผมเลยบอกว่า เอาของผมก่อนก็ได้ ผมมีในกระเป๋า 2000 ก็เอาให้แกไป แกเอาไปจ่ายดาวน์แล้วรับเครื่องเสียงมาขึ้นท้ายรถ แล้วแกถามว่า ผมพกเงินเยอะ ๆ อย่างนี้ประจำเหรอ ผมบอกว่าใช่ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้เงินฟุ่มเฟือยอะไร ก็เงินที่ต้องใช้ทั้งเดือนนั่นแหละ แต่พกไว้เผื่อใช้กรณีฉุกเฉินจริง ๆ ถ้าจะรอไปกด ATM เอา ก็ไม่สู้จะสะดวกนัก โดยเฉพาะในสมัยนั้น

2-3 วันต่อมา แกมาหาที่บ้าน ขอยืมเงินอีก ก็พอดีผมกดมาพกไว้กับตัวอีกพันกว่าบาท ก็ให้แกไป เชื่อว่าแกเป็นผู้ใหญ่ บ้านก็อยู่ตรงนี้เอง คงไม่เป็นไร สรุปว่าให้แกไปสามพันกว่า ช่วงนั้นแกชอบชวนผมไปโน่นนี่ด้วยบ่อย ๆ ไม่เคยเห็นแกใช้เงินสดเลย มีแต่ใช้บัตรเครดิตของห้างแห่งหนึ่งซื้อของในห้างนั้นเอง แกซื้อเสื้อ กางเกง กางเกงว่ายน้ำให้เรา จริง ๆ เราไม่ได้อยากได้หรอก พวกเสื้อผ้าแพง ๆ แต่ก็รับไว้ แบบรับของจากผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งก็ทำให้รู้สึกดีกับแกด้วย

2-3 อาทิตย์ ต่อมาแกเริ่มไม่อยู่บ้าน เริ่มเห็นคนมาหาแกที่บ้านบ่อย ๆ แต่ไม่เจอแก บางทีแกเห็นคนรอหน้าบ้าน แกก็ขับเลยไป สุดท้ายแกก็หายไปไม่เจอแกอีกเลย เล่นเอาเราอึ้งเพราะเงินเราอยู่กับแกตั้งสามพันกว่า ถึงแกจะให้เป็นเสื้อผ้าแต่นั่นก็ยังนับมูลค่าได้ไม่ถึงสามพัน และอันที่จริง มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการ เพราะเงินสามพันนั้นคือเงินที่เราต้องใช้กินอยู่ทั้งเดือน รวมค่าเช่าบ้านด้วย สุดท้ายต้องขอยืมเงินกองกลางของเพื่อน ๆ ในภาควิชามาใช้ก่อน แล้วผ่อนคืน

ตั้งแต่นั้นมาก็เข็ดเลยครับ ไม่เชื่ออีกแล้ว ไม่ดูคนแค่หน้าตาบุคคลิก ลมปาก ผู้ใหญ่เลว ๆ ก็มีเยอะ โกงได้กระทั่งเงินเด็กอายุ 18 อย่างเรา ผมกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายขึ้น เคยโดนถามเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดและมองในแง่ร้ายขนาดนั้น ก็เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังไป ในอีกมุมหนึ่ง การมองโลกในแง่ร้ายบ้าง มันก็ช่วยให้เรารู้จักระวังมากขึ้น ไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ

เปิดบ้าน

posted on 17 Apr 2008 14:40 by rootaotan

ผมเป็นเด็กบ้านนอก โชคดีที่เกิดในบ้านที่อบอุ่น รอบข้างมีแต่สิ่งแวดล้อมดี ๆ ไม่เคยรู้เลยว่าโลกกว้างใหญ่นั้นมันน่ากลัวขนาดไหน จนกระทั่งได้มาเรียนมหาวิทยาลัยที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งไกลบ้านพอสมควร ถึงได้รู้ได้เห็นว่าโลกนี้มันน่ากลัว ถ้าไม่รู้เท่าทันละก็ เราจะอยู่ได้ลำบาก

คำว่ารู้เท่าทันที่ผมใช้ ไม่ได้หมายถึงรู้เท่าทันสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การหลอกลวง มิจฉาชีพเท่านั้น หลาย ๆ อย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศึลธรรม เราก็ควรจะรู้เท่าทันเช่นกัน ยิ่งประเภทคลุมเคลือ เถียงกันไม่จบว่าถูกหรือผิด นี่ยิ่งต้องรู้เท่าทัน ผมจะไม่ฟันธงว่าถูกหรือผิด ซึ่งท่านคงใช้วิจารณญาณดูเองได้ แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิด รู้เท่าทันไว้ก็ไม่เสียหลายครับ

ดังนั้นจึงตั้งใจเปิดบล็อกนี้ เพื่อเป็นแหล่งเก็บข้อมูล ประสบการณ์โดยเฉพาะของตัวเอง มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ และหวังว่าผู้ที่มาเยี่ยมมาเยือนทุกท่าน จะได้รับความรู้ติดตัวไปด้วย เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน และอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขครับ